คลิกที่รูป เพื่อเอาโค้ดรูปนี้ไปแปะ

ยินดีต้อนรับสู่บล็อกของพลอยคะ (นางสาวพลอยไพลิน อาจหาญ คณะศึกษาศาสตร์ เอกการศึกษาปฐมวัย)

วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

สรุปงานวิจัย


รายงานการวิจัย เรื่อง ผลการใช้โปรแกรม ARS  ต่อต้านความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษษของเด็กออทิสติกปฐมวัย  สถาบันราชานุกูล  นาง พนิดา  รัตนไพโรจน์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข 2553
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

เด็กออทิสติกเป็นหนึ่งในกลุ่มเด็กพิเศษที่จำต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือ เนื่องจากข้อจำกัดหรือข้อบกกพร่องด้านพัฒนาการที่เห็นได้ชัดในการสื่อความหมาย ทักษะทางสังคม  รวมถึงการมีพฤติกรรม หรือรูปแบบการดำเนินชีวิตประจำวันที่เป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิต ร่วมกับครอบครัว สังคมอย่างปกติสุข การจัดบริการผู้ป่วยออทิสติก เป็นบริการแบบทีมสหวิชาชีพ 
-                   โดยมีพยาบาลเป็นทีมบุคลากรหลักในการช่วยเหลือ ตามแนวคิดครู หมอ พ่อแม่ ด้วยการจัดบริการแบบโปรแกรม คือโปรแกรมพื้นฐานintensive program มุ่งพัฒนาศักยภาพและฝึกทักษะต่างๆที่เด็กบกพร่อง รวมทั้งพัฒนาศักยภาพของพ่อแม่ในด้านความรู้และทักษะการดูแลเด็กออทิสติกปฐมวัย
-                   วัตถุประสงค์
-                   เพื่อศึกษาผลของโปรแกรม ARS ที่มีความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษา ของเด็กปกติปฐมวัยสถาบันราชานุกูล
-                   เพื่อเปรียบเทียบความพร้อมในการเข้าส่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัยสถาบันราชานุกูล ก่อนและหลังการใช้โปรแกรม ARS
-                   ตัวแปร
-                   ตัวแปรอิสร   ได้แก่ การใช้โปรแกรม ARS

-                   ตัวแปรตาม  ได้แก่  ความพร้อมในการเข้าสู่การศึกษาของเด็ก

วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียนครั้งที่ 13


การดูแลและการส่งเสริมเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

แนวทางการดูแลรักษาและการป้องกันกลุ่มอาการดาวน์ ได้แก่
การดูแลรักษาเด็กที่เป็น กลุ่มอาการดาวน์ เนื่องจากเป็นโรคของพันธุกรรม จึงไม่มียารักษาได้นอกจากจะไม่ให้เด็กเกิดออกมา แต่เมื่อเด็กเกิดออกมาแล้ว การดูแลเด็กเหล่านี้จะต้องอาศัยความร่วมมือจากพ่อแม่ และสังคมรอบข้างร่วมกัน เพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด และไม่ก่อปัญหากับสังคมต่อไป
ในเด็กแรกเกิด จะต้องตรวจภาพอัลตราซาวน์หัวใจ (Echocardiogram) ถ้าพบมีหัวใจพิการ ก็อาจต้องผ่าตัดรักษา รวมทั้งตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะภายในอื่นๆ เช่น ถ้าพบหลอดอาหารตัน ก็ต้องผ่าตัดรักษา
การตรวจหาการทำงานของต่อมไทรอยด์ในเด็กแรกเกิด และตรวจต่อ เนื่องต่อไปทุกปี เพื่อประเมินว่ามีภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องให้ยารักษา เพื่อไม่ให้ระดับสติปัญญาแย่ลงไปกว่าเดิม
การตรวจดูเม็ดเลือดเป็นประจำโดยเฉพาะในช่วงวัยทารกและวัยเด็ก เพราะมี ความเสี่ยงที่จะเกิดเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้
การให้ข้อมูลคำปรึกษากับพ่อแม่ที่มีลูกเป็น กลุ่มอาการดาวน์ ซึ่ง เรียกว่า Genetic counseling
สำหรับพ่อแม่ที่มีโครโมโซมปกติ เมื่อพ่อแม่มีลูกเป็น กลุ่มอาการดาวน์ แล้ว 1 คน โอกาสที่ลูกคนต่อไปจะเป็นโรคนี้คือประมาณ 1% แม้ว่าแม่จะอายุน้อยก็ตาม แต่ถ้าแม่มีอายุมากแล้ว โอกาสก็จะมากกว่านี้ สำหรับพี่น้องของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ เมื่อแต่งงานมีลูก ความเสี่ยงไม่ได้เพิ่มขึ้น คือมีความเสี่ยงเหมือนคนปกติทั่ว ไปดังได้กล่าวแล้ว
สำหรับพ่อแม่ที่เป็นพาหะ ในกรณีที่มีลูกเป็น กลุ่มอาการดาวน์ และได้ตรวจลูกพบว่ามีสารพันธุกรรมของโครโมโซมคู่ที่ 21 เพิ่มขึ้นจากผลของการมี Robert sonian translocation เกิดขึ้น แสดงว่ามีพ่อ หรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นพาหะของ กลุ่มอาการดาวน์ อยู่ ดังนั้นทั้งพ่อและแม่จะต้องมาตรวจหาโครโมโซม
ในกรณีที่แม่เป็นพาหะแบบที่มี Robertsonian translocation ระหว่างโครโมโซมแท่งที่ 21 กับแท่งอื่นๆ จะมีโอกาสที่มีลูกเป็น กลุ่มอาการดาวน์ คือ 10-15% แต่ถ้าเป็นพ่อที่เป็นพาหะ โอกาสที่จะมีลูกเป็น กลุ่มอาการดาวน์ คือ 2-3% เหตุใดจึงมีเปอร์เซ็นต์แตกต่างกันระหว่างพ่อและแม่นั้น ยังไม่มีผู้อธิบายได้

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียนครั้งที่ 12


นำเสนอเด็กออทิสติก

หลักการเลี้ยงดูเด็กออทิสติก
-         ยอมรับและเข้าใจความต้องการพิเศษของเด็ก
-         ให้ความรักและความสนใจในตัวเด็ก
-         พัฒนาและช่วยเหลือเด็กให้ช่วยเหลือตนเองได้
-         ชมเชยและชื่นชม เมื่อเด็กมีการแสดงออกที่เหมาะสมเพื่อให้เด็ก
รู้สึกภูมิใจและมั่นใจ
-         สอนเด็กอย่างต่อเนื่อง มีการวางแผนอย่างสม่ำเสมอ จัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย และความสามารถของเด็ก
-         กระตุ้นทักษะทางภาษาอย่างต่อเนื่อง พูดคุยโต้ตอบขณะที่เด็กมีกิจกรรมต่าง ๆ
-         สอนทักษะทางสังคมที่เหมาะสมแก่เด็ก เริ่มจากการมองสบตา ทักษะการฟัง การเล่นกับกลุ่ม การรอคอย พยายามพาเด็กออกสู่สังคมจริง และสอนในทุกสถานการณ์อย่างเข้าใจ ใจเย็นและอดทน
ลักษณะที่เด่นชัดของเด็กออทิสติก
 ปัญหาด้านความสัมพันธ์
-        ไม่สบตากับผู้อื่น
-        ขาดความสนใจบุคคลรอบข้าง
-        ไม่เล่นกับเด็กคนอื่น ๆ
ปัญหามีพฤติกรรมแปลก ๆ
-        ทำท่าทางแปลก ๆ
-        หัวเราะไม่สมเหตุสมผล
-        ชอบหมุนวัตถุ
-        สนใจวัตถุ / สิ่งของซ้ำ ๆ
ปัญหาทางภาษา
-        การสื่อสารกับคนอื่นไม่เข้าใจ
-        พูดเรียนแบบเหมือนนกแก้ว
-        พูดเรื่องเดียวซ้ำ ๆ
ปัญหาด้านการรับรู้
-        ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงในชีวิต  เช่นสถานที่
-        การรับรู้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ผิดปกติ เช่น ทากาว
ปัญหาที่พบบ่อย ๆ ของเด็กออทิสติก
-        ผลกระทบจากภาพและเสียง
-        ชอบกินอาหารชนิดเดิมซ้ำๆ   ไม่ยอมกินอาหารบางอย่าง
-        การใช้ห้องน้ำ
-        การติดเสื้อผ้าตัวเดิม
-        ชอบพูดเลียนซ้ำคำพูดหรือเพลงโฆษณาในโทรทัศน์
-        ความจำสัญลักษณ์ต่าง ๆ  เวลา
-        การกระตุ้นตนเอง
-        ปัญหาการนอน

วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557

วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียน ครั้งที่ 10

 นำเสนอรายงานกลุ่ม
- เด็กภาวะการเรียนบกพร่อง
- เด็กสมองพิการ
- เด็กสมาธิสั้น
- ดาวน์ซินโดม

เด็กสมองพิการ โดยแบ่งสาเหตุการเกิดได้ 3 ระยะ คือ
1. ระยะที่เด็กอยู่ในครรภ์มารดาหรือระยะก่อนคลอด(prenatal period) นับตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์จนถึงอายุครรภ์ 6 เดือน ซึ่งได้แก่
-  ภาวะการติดเชื้อของมารดาระหว่างตั้งครรภ์  เช่น โรคหัดเยอรมัน ซิฟิลิส เริม มาเลเรีย เอดส์
 -  ภาวะการขาดออกซิเจนของทารกในครรภ์ เช่น มารดาที่มีเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์คล้ายจะแท้ง หรือมีการลอกตัวของรกก่อนกำหนด มารดาขาดอาหารหรือซีดมาก
2. ระยะระหว่างคลอด(perinatal period)นับตั้งแต่ 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์จนถึงสัปดาห์แรกหลังคลอด ได้แก่
-  เด็กคลอดก่อนกําหนด และเด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อย คือ ต่ำกว่า 2,500 กรัม จะมีความเสี่ยงสูงที่จะสมองพิการ
-  ภาวะการขาดออกซิเจนในเด็กระหว่างคลอด จากการคลอดลำบาก คลอดผิดปกติ เช่น คลอดท่าก้น หรือสายสะดือพันคอ  เด็กสำลักน้ำคร่ำ หรือ การคลอดที่ต้องใช้เครื่องช่วย เช่น คีมคีบ หรือ เครื่องดูดศีรษะ
 3.ระยะหลังคลอด (postnatal period) ได้แก่
-  ภาวะสมองเด็กขาดออกซิเจน เช่น ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด การวางยาสลบ การจมน้ำ 
-  การติดเชื้อของเด็ก เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคสมองอักเสบ โรคหัด เป็นต้น
-  อุบัติเหตุที่ทำให้มีอันตรายต่อสมองของเด็ก เช่น กะโหลกร้าว มีเลือดออกในสมอง
อาการและอาการแสดง
            ส่วนใหญ่พ่อแม่มักพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ก่อนอายุ 1 ปี สังเกตได้จากเด็กจะมีท่านอนผิดปกติจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเกร็ง เด็กอายุมากกว่า 5 เดือน กำมือมากกว่าแบมือ หรือในเด็กที่มีอายุมากว่า 2 ปียังไม่สามารถเดินได้ เป็นต้น จำเป็นต้องพาเด็กเข้ารับการตรวจรักษาทันทีเมื่อสังเกตพบความผิดปกติ


วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียน ครั้งที่ 9


                                            ไม่มีการเรียนการสอน  - ชดเชยวันปีใหม่





วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

บันทักการเรียน ครั้งที่ 6


เนื้อหาที่เรียน  เด็กที่มีควาามบกพร่องทางพัฒนาการ



เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
          หมายถึง เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กปกติในวัยเดียวกันที่สามารถทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้  เช่น เด็กอายุ 20 เดือนแต่ยังเดินไม่ได้ ในขณะที่เด็กปกติเริ่มเรียนรู้ที่จะเดินและเดินได้ในช่วงอายุ 9 – 15 เดือน เป็นต้น โดยความล่าช้านั้นปรากฏให้เห็นตั้งแต่วัยทารกและวัยเด็กตอนต้น พัฒนาการล่าช้าอาจพบเพียงด้านใดด้านหนึ่ง หลายด้าน หรือทุกด้าน(global developmental delay) และพัฒนาการล่าช้าในด้านหนึ่งอาจส่งผลให้พัฒนาการในด้านอื่นล่าช้าด้วยก็ได้
ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็ก
          ปัจจัยทางด้านชีวภาพ เกี่ยวข้องกับลักษณะทางพันธุกรรมหรือชุดหน่วยของยีนที่เด็กได้รับสืบทอดมาจากบิดามารดา
          ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมก่อนคลอด การติดเชื้อ สารพิษ สภาวะทางโภชนาการและการเจ็บป่วยของมารดาส่งผลต่อพัฒนาการของตัวอ่อนในครรภ์
          ปัจจัยด้านกระบวนการคลอด  การเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะคลอด เช่น ภาวะขาดออกซิเจนในขณะคลอด
          ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมหลังคลอด สภาวะหลังคลอด ปัจจัยด้านระบบประสาท และสภาพแวดล้อมส่งผลร่วมกันต่อพัฒนาการของเด็ก เด็กที่ไม่มีบิดามารดา หรือเด็กที่ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่  อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แออัด ยากจน เด็กถูกทอดทิ้ง-ล่วงละเมิด ปัจจัยด้านการศึกษา  เชาวน์ปัญญา และความสามารถของมารดา ในการจัดสภาพการเรียนรู้ของเด็ก
สาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ
          1. โรคพันธุกรรม เด็กจะมีพัฒนาการล่าช้ามาตั้งแต่เกิดหรือสังเกตได้ชั่วระยะไม่นานหลังเกิด  มักมีลักษณะผิดปกติแต่กำเนิดร่วมด้วย กลุ่มอาการดาวน์เป็นความผิดปกติของโครโมโซมซึ่งเป็นสาเหตุของความบกพร่องทางพัฒนาการหรือภาวะบกพร่องทางสติปัญญาที่พบบ่อยที่สุด ในปัจจุบันมีโรคทางพันธุกรรมที่เป็นสาเหตุของความบกพร่องทางพัฒนาการอีกหลายโรคซึ่งมีลักษณะจำเพาะและการตรวจโครโมโซมด้วยวิธีธรรมดามักให้ผลปกติ ได้แก่ กลุ่มอาการโครโมโซมเอกซ์เปราะ (Fragile X syndrome), กลุ่มอาการพราเดอร์ - วิลลี่ (Prader-Willi syndrome) และ  velocardiofacial syndrome เป็นต้น



          2. โรคของระบบประสาท เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการส่วนใหญ่มักมีอาการหรืออาการแสดงทางระบบประสาทร่วมด้วย  ที่พบบ่อยคืออาการชัก และความตึงตัวของกล้ามเนื้อผิดปกติ ในกรณีที่เด็กมาพบแพทย์ด้วยพัฒนาการล่าช้าและมีอาการชัก ควรถามประวัติโดยเฉพาะอายุที่เริ่มมีพัฒนาการล่าช้าและตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อวินิจฉัยแยกโรค โดยเฉพาะมีพยาธิสภาพเป็น static หรือ progressive เด็กที่มีประวัติพัฒนาการถดถอย(regression) ควรได้รับการพิจารณาส่งต่อแพทย์ทางระบบประสาทต่อไป

          3. การติดเชื้อ โรคในกลุ่มนี้ที่สำคัญคือการติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เด็กมักมีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย ศีรษะเล็กกว่าปกติ อาจมีตับม้ามโต การได้ยินบกพร่อง และต้อกระจกร่วมด้วย นอกเหนือจากการส่งซีรั่มเพื่อตรวจหาหลักฐานการติดเชื้อ toxoplasma, rubella, cytomegalovirus, syphilis และ histoplasma แล้วยังควรพิจารณาส่งตรวจหาการติดเชื้อ human immunodeficiency virus ด้วย นอกจากนี้การติดเชื้อรุนแรงภายหลังเกิด เช่น สมองอักเสบ เยื้อหุ้มสมองอักเสบ เป็นสาเหตุที่พบได้บ้าง

          4. ความผิดปกติเกี่ยวกับเมตาบอลิซึม โรคที่ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขไทย คือ ไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดต่ำ ในกรณีที่เป็นมาแต่กำเนิดและไม่ได้รับการรักษาก่อนอายุ 2-3 เดือน เด็กจะมีระดับสติปัญญาต่ำกว่าปกติอย่างถาวรซึ่งแก้ไขไม่ได้  แม้จะให้ไทรอยด์ฮอร์โมนในภายหลัง นอกจากไทธัยรอยด์ฮอร์โมนในเลือดต่ำ โรคอื่นๆ ในกลุ่มนี้ เช่น ความผิดปกติของกรดอะมิโนมีอัตราการเกิดโรคค่อนข้างต่ำและยังมีข้อจำกัดในการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการอยู่ จึงทำให้เด็กซึ่งมีความบกพร่องทางพัฒนาการจำนวนหนึ่งไม่ได้รับการวินิจฉัยโรคแน่นอน แม้จะมีลักษณะทางคลินิกบ่งชี้ก็ตาม ปัจจุบันการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมแต่กำเนิดมีความก้าวหน้ามาก มีการค้นพบความผิดปกติถึงส่วนย่อยของเซลล์ เช่น mitochondria, peroxisome เป็นต้น 


วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บันทึกการเรียนครั้งที่ 4


เนื้อหาที่เรียนในวันนี้
- เด็กที่มีความบกพร่องด้านพฤติกรรมและอารมณ์
- เด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้
- เด็กออทิสติก
- เด็กพิการซ้ำซ้อน
สรุปเนื้อหา


ลักษณะบางอย่างของเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ที่พอ สังเกตได้แบ่งเป็น
ลักษณะพฤติกรรมไม่สมวัยอันอาจนำไปสู่ความบกพร่องทางบุคลิกภาพและการปรับตัวหากได้รับการแก้ไข มีดังนี้
- หยิบสิ่งที่ไม่ใช่อาหารเข้าปาก
-  กินอาหารยาก หรือเบื่ออาหาร
- กินจุ พร่ำเพรื่อ
- อุจจาระ ปัสสาวะ รดเสื้อผ้า หรือที่นอน
-  ยังติดขวดนม หรือตุ๊กตา
-  พูดน้อยคำ
-  พูดไม่เป็นภาษาที่ฟังเข้าใจ
- พูดไม่ชัด
- พูดเสียงเบา ค่อยๆ
- อารมณ์หวั่นไหวง่ายต่อสิ่งเร้า การถูกวิจารณ์ หรือต่อการเปลี่ยนแปลง
- ระแวง
- ย้ำคิดย้ำทำ
- ก้าวร้าว


ลักษณะบางอย่างของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ที่พอสังเกตได้ มีดังนี้
- แยกความแตกต่างของขนาดและรูปทรงไม่ได้
- จำตัวเลขไม่ได้
- นับเลขไม่ได้
- ใช้เครื่องหมาย บวก ลบ คูณ หาร ไม่ได้เมื่อเรียนแล้ว
- คำนวณผิด แม้จะใช้เครื่องหมายถูก
- มีปัญหาในการเรียนคณิตศาสตร์
- เข้าใจคำศัพท์น้อยมาก 


เด็กออทิสติก
ลักษณะของเด็กออทิสติก มีดังนี้
- อยู่ในดลกของตัวเอง คือไม่สนใจต่อความรู้สึก ของคนอื่น
- ไม่สนใจที่จะเข้าไปหาใครเพื่อให้ปลอบใจ
- ไม่เข้าไปเล่นกับกลุ่มเพื่อนๆ
- ไม่ยอมพูด ส่วนการเล่นเสียงจะไม่มีแบบแผนแน่นอน อาจแตกต่างกันไปในแต่ละวัน 


สรุป  เด็กแต่ละกลุ่ม มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษเหมือนกัน แต่ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ตามความเหมาะสมของเด็กแต่ละกลุ่ม แต่ละคน 

บันทึกการเรียนครั้งที่ 3



-       สิ่งที่เรียนในวันนี้
-       เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
-       เด็กที่มีปัญหาด้านการพูดและภาษา

-       เด็กที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บันทึกการเรียนครั้งที่ 2




-       อาจารย์อธิบายเรื่องการให้คะแนน  กฎ ระเบียบต่างๆ
-       งานกลุ่มที่ต้อง Present
-       ความเด็กพิเศษทางการแพทย์
-       ความหมายเด็กพิเศษทางการศึกษา
-       เด็กพิเศษแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
-       กลุ่มเด็กที่มีความสามารถพิเศษสูงที่มีความเลิศทางปัญญา เรียกทั่วๆไปว่าเด็กปัญญาเลิศ
-       เด็กที่มีลักษณะความบกพร่องทางปัญญา
-       กระทรวงศึกษาพิการแบ่งเด็กพิเศษเป็น 9 ประเภท
-       สิ่งที่เรียนวันนี้  เรียน 3 ประเภทคือ
-       1. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
-       2. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

-       3. เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บันทึกการเรียนครั้งที่ 1




สิ่งที่เรียนในวันนี้  อาจารย์อธิบายรายวิชาและสิ่งที่จะต้องเรียนในเทอมนี้
ถาม – ตอบเกี่ยวกับความหมายของเด็กพิเศษ
ทำกิจกรรมในห้อง ทำ My mapping  ความหมายของเด็กพิเศษ

งานที่ได้รับมอบหมาย  หางานวิจัยเกี่ยวกับเด็กพิเศษ